
สอนอย่างไรให้เด็กเรียนรู้ความผิดหวัง — เมื่อเด็กแพ้ไม่เป็น
ครูแหม่มชวนพ่อแม่และคุณครูช่วยเด็กรับมือกับความผิดหวัง ยอมรับความรู้สึก วางขอบเขตพฤติกรรม และฝึกกลับมาลองใหม่ผ่านการเล่น
“ไม่เอา หนูจะเล่นใหม่!”
“เมื่อกี้ไม่นับ!”
“หนูต้องชนะสิ!”
ประโยคเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และคุณครูหลายคนน่าจะเคยได้ยิน เมื่อเด็กเล่นเกม แข่งขันกับเพื่อนแบบกลุ่ม หรือทำกิจกรรมบางอย่างแล้วผลลัพธ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ตัวเองต้องการ บางคนร้องไห้ บางคนโกรธ บางคนเดินหนีออกจากวง บางคนถึงกับไม่ยอมเล่นอีกเลย
เมื่อเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ ผู้ใหญ่อาจรู้สึกว่า “ทำไมลูกแพ้ไม่เป็น” และกังวลว่า ถ้าปล่อยไว้ เด็กจะกลายเป็นคนเอาแต่ใจหรือยอมรับความผิดหวังไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่จะเกิดแต่กับเด็กเสมอไป ในผู้ใหญ่บางคนครูแหม่มก็เคยเจอมาแล้วกับตัวเอง กับลูกครูแหม่มเองครูแหม่มจะคอยบอกและคอยสอนตลอดว่าในบางสถานการณ์เราต้องยอมหรือถูกเอาเปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ 1 ตลอดไปซึ่งเขาก็เข้าใจ แต่ถ้าเรื่องไหนคิดว่ายอมไม่ได้ให้แจ้งครูกลับมาบ้านก็สามารถมาปรึกษา พ่อแม่ได้เสมอ ที่บ้านครูแหม่มจึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้
แต่จากประสบการณ์ที่ครูแหม่มได้ทำงานกับเด็ก ๆ มาก็เคยผ่านเรื่องในหัวข้อที่กล่าวถึงมาบ้าง สิ่งหนึ่งที่อยากชวนพ่อแม่มองให้ต่างออกไปสักนิดก็คือ
บางครั้งเด็กไม่ได้ “แพ้ไม่เป็น” แต่เขายัง “จัดการกับความรู้สึกเมื่อแพ้ไม่เป็น” ต่างหาก

บางครั้งเด็กไม่ได้แพ้ไม่เป็น แต่ยังไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกเมื่อแพ้อย่างไร
สองอย่างนี้ฟังดูคล้ายกัน แต่ความหมายต่างกันมากค่ะ
ทำไมเด็กบางคนถึงรับไม่ได้เมื่อแพ้
ลองจินตนาการค่ะว่ามีเด็กคนหนึ่งที่กำลังต่อบล็อกกับเพื่อน ทั้งสองคนแข่งกันว่าใครจะสร้างหอคอยได้สูงกว่า เมื่อหอคอยของเพื่อนสูงกว่า เด็กอีกคนปัดบล็อกทิ้งแล้วพูดว่า
“ไม่เล่นแล้ว!”
ในสายตาผู้ใหญ่ เรารู้ว่านี่เป็นเพียงเกมเล็ก ๆ อีกไม่กี่นาทีเด็กก็อาจลืมแล้ว แต่สำหรับเด็กในช่วงเวลานั้น ความผิดหวังที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
เด็กยังอยู่ระหว่างการพัฒนาความสามารถในการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งพฤติกรรม และการแก้ปัญหา ดังนั้นเมื่อเจอกับความรู้สึกแรง ๆ อย่างความโกรธ ความเสียใจ หรือความผิดหวัง เด็กบางคนจึงยังไม่สามารถหยุดตัวเองแล้วคิดได้เหมือนผู้ใหญ่
สิ่งที่เราเห็นภายนอกจึงอาจเป็นการร้องไห้ โวยวาย ปัดของ หรือเดินหนี ทั้งที่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในอาจเป็นเพียง
“ผิดหวังมาก แต่เด็กยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับความรู้สึกนี้”
เพราะฉะนั้น ก่อนจะรีบบอกว่าเด็กนิสัยไม่ดีหรือเอาแต่ใจ ครูแหม่มอยากให้เราลองมองพฤติกรรมเหล่านี้เป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้เรื่องอารมณ์ ก่อน
หากพ่อแม่และคุณครูอยากเข้าใจเรื่องการรับรู้อารมณ์ การควบคุมตนเอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นให้ลึกขึ้น สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์ และสังคมในเด็กปฐมวัย
อย่ารีบทำให้ลูกหายผิดหวัง
เวลาลูกร้องไห้เพราะแพ้ สิ่งที่ผู้ใหญ่อยากทำเป็นอันดับแรกมักเป็นการทำให้เขารู้สึกดีขึ้น
“ไม่เป็นไรนะ แค่เกมเอง”
“อย่าร้องเลย เดี๋ยวเล่นใหม่”
หรือบางบ้านอาจถึงขั้นยอมให้ลูกชนะในรอบถัดไป เพราะไม่อยากเห็นลูกร้องไห้และผิดหวัง
ความผิดหวังไม่ใช่ความรู้สึกที่เราจำเป็นต้องรีบกำจัดออกจากชีวิตเด็ก
เด็กจำเป็นต้องมีโอกาสพบกับ ความผิดหวังเล็ก ๆ ที่เหมาะกับวัย เพราะในชีวิตจริงไม่ได้มีแต่วันที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ การเล่นจึงเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยมากแห่งหนึ่งในการเรียนรู้เรื่องนี้
หากอยากเห็นภาพกว้างว่าการเล่นช่วยให้เด็กฝึกทำตามกติกา ควบคุมตนเอง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างไร สามารถอ่านต่อได้ที่บทความ การส่งเสริมพัฒนาการผ่านการเล่น และ ความสำคัญของการเล่นในเด็กปฐมวัย

ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องรีบทำให้ความผิดหวังหายไป เพียงอยู่ใกล้ ๆ และให้พื้นที่เด็กได้รู้สึก
วันนี้อาจเป็นแค่การแพ้จากการเล่นเกม วันหนึ่งอาจเป็นการวาดรูป ระบายสี แล้วไม่ได้รางวัล
โตขึ้นอีกหน่อยอาจเป็นการสอบไม่ได้คะแนนตามที่หวัง ไม่ได้รับเลือกเป็นตัวแทนห้อง หรือพยายามทำบางอย่างเต็มที่แล้วก็ยังไม่สำเร็จ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้ลูก “ไม่ต้องผิดหวัง” แต่คือการช่วยให้เขาค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “ถึงฉันจะผิดหวัง ฉันก็ผ่านความรู้สึกนี้ไปได้”
ก่อนสอน ต้องยอมรับความรู้สึกของเด็กก่อน
สมมติว่าลูกแพ้เกมแล้วร้องไห้ หากผู้ใหญ่พูดทันทีว่า “แพ้แค่นี้เอง ทำไมต้องร้อง”
สิ่งที่เด็กได้รับอาจไม่ใช่บทเรียนเรื่องการยอมรับความพ่ายแพ้ แต่กลับทำให้เด็กรู้สึกว่า เขาไม่ควรเสียใจ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญ
เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับทุกพฤติกรรมของเด็ก แต่เราสามารถเข้าใจและยอมรับความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเขาได้
ลองพูดกับเด็กว่า
“หนูเสียใจใช่ไหม เพราะหนูอยากชนะมากเลย”
“ครูรู้ว่าหนูผิดหวัง เพราะหนูตั้งใจเล่นมาก”
คำพูดง่าย ๆ เหล่านี้ช่วยให้เด็กค่อย ๆ เรียนรู้ว่า ความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองคืออะไร และเมื่อเขาเริ่มเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง ก็จะค่อย ๆ เรียนรู้วิธีจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การยอมรับความรู้สึก ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับทุกพฤติกรรม ที่เกิดขึ้นตามมา

การยอมรับความรู้สึกของเด็กก่อน ช่วยให้เขาเปิดใจและพร้อมเรียนรู้วิธีจัดการกับอารมณ์
เด็กโกรธได้ เด็กเสียใจได้ เด็กร้องไห้ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อโกรธหรือผิดหวังแล้ว จะปาของ ตีเพื่อน หรือพูดคำหยาบได้
เราจึงสามารถใช้คำพูดกับเด็กว่า
“ครูรู้ว่าหนูโกรธนะ หนูโกรธได้ แต่เราจะไม่ปาของ ไม่ตีเพื่อน และไม่พูดคำหยาบ”
สิ่งสำคัญคือการทำให้เด็กเข้าใจว่า ทุกความรู้สึกสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่เราต้องเรียนรู้คือ เมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นแล้ว เราจะจัดการและแสดงออกอย่างไรโดยไม่ทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น
อย่าเปลี่ยนกติกาเพียงเพราะลูกกำลังจะแพ้
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่อาจทำโดยไม่รู้ตัว
เวลาเล่นเกมกับลูก เราเห็นว่าลูกกำลังจะแพ้ จึงแอบเดินหมากผิดบ้าง ปล่อยให้ลูกชนะบ้าง หรือเปลี่ยนกติกาเพื่อไม่ให้ลูกร้องไห้
การให้เด็กชนะบ้างเพื่อความสนุกไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าทุกครั้งที่ลูกกำลังจะแพ้ ผู้ใหญ่พยายามทำให้เขากลับมาชนะ เด็กก็จะมีโอกาสฝึกจัดการกับความผิดหวังน้อยลง บางครั้งเราจึงต้องยอมให้เกมดำเนินไปตามกติกา เมื่อแพ้ ก็ต้องยอมรับว่าแพ้แล้วอยู่ตรงนั้นกับเขา เพราะ เป้าหมายของการเล่นในวัยเด็กไม่ได้มีเพียงการหาผู้ชนะ แต่ยังเป็นพื้นที่ให้เด็กได้ฝึกการรอคอย การทำตามกติกา การควบคุมตนเอง การแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

การเล่นตามกติกาเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกควบคุมอารมณ์และค่อย ๆ รับมือกับความผิดหวัง
ชื่นชมสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง มากกว่าผลแพ้ชนะ
อีกเรื่องหนึ่งที่ครูแหม่มคิดว่าสำคัญมาก คือภาษาที่ผู้ใหญ่ใช้หลังจากเด็กทำกิจกรรม
แทนที่จะถามทันทีว่า “วันนี้ชนะไหม?” ลองเปลี่ยนเป็น
“วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม?”
“หนูคิดว่าตรงไหนยากที่สุด?”
“ถ้าเล่นอีกครั้ง หนูอยากลองทำอะไรต่างจากเดิม?”
“แม่เห็นนะว่ารอบนี้หนูแพ้ แต่หนูทำเต็มที่และยังเล่นจนจบเลย”
คำพูดเหล่านี้กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนความสนใจของเด็กจาก “ผลลัพธ์” ไปสู่ “กระบวนการ”
เด็กจะเริ่มเห็นว่า คุณค่าของการเล่นไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ชนะ” เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความพยายาม การคิด การเรียนรู้ และการกลับมาลองอีกครั้ง

คำชื่นชมที่มองเห็นความพยายาม ช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าของกระบวนการมากกว่าผลแพ้ชนะ
พ่อแม่หรือผู้ปกครองที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็กก็เป็นตัวอย่างของการแพ้ได้
บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องสอนด้วยคำพูดเลยค่ะ เวลาเล่นเกมกับลูกแล้วเราแพ้ ลองพูดให้เด็กได้ยินว่า
“โอ้ แม่แพ้แล้ว เสียดายเหมือนกันนะ แต่สนุกดี ไว้คราวหน้าลองใหม่”
ประโยคธรรมดาแบบนี้มีความหมายมากกว่าที่คิด
เพราะเด็กกำลังเห็นว่า ผู้ใหญ่ก็ผิดหวังได้ แต่ไม่จำเป็นต้องโกรธ ไม่จำเป็นต้องโทษคนอื่น และไม่จำเป็นต้องเลิกทำสิ่งนั้นไปตลอด
เราไม่ได้กำลังบอกเด็กว่า “ห้ามเสียใจเมื่อแพ้” แต่กำลังแสดงให้เขาเห็นว่า “เสียใจได้ แล้วเราค่อยไปต่อ”

เด็กเรียนรู้การยอมรับความพ่ายแพ้ได้จากการเห็นผู้ใหญ่แสดงความผิดหวังอย่างเหมาะสม
เมื่ออารมณ์เริ่มเบาลง ค่อยชวนลูกกลับมาพูดคุย
เมื่ออารมณ์ของลูกเริ่มเบาลงและเขาเริ่มพร้อมรับฟัง ผู้ใหญ่จึงค่อยชวนลูกกลับมาพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในช่วงที่อารมณ์ยังรุนแรง เด็กอาจยังไม่พร้อมฟังคำอธิบายหรือคิดหาวิธีแก้ปัญหา การรอให้อารมณ์ของเขาเริ่มเบาลงก่อนจึงไม่ใช่การปล่อยผ่าน แต่เป็นการเลือกจังหวะที่เด็กพร้อมจะเรียนรู้
เราอาจถามเขาง่าย ๆ ว่า “เมื่อกี้หนูรู้สึกอย่างไร” “ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก หนูคิดว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง” หรือ “รอบหน้าเราอยากลองใหม่ไหม” คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตำหนิ แต่ช่วยให้เด็กค่อย ๆ มองเห็นความรู้สึกของตัวเองและคิดถึงทางเลือกอื่นนอกจากการร้องไห้ โวยวาย หรือเดินหนี
บางครั้งเด็กอาจยังตอบไม่ได้ทันทีค่ะ ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเร่งให้เขาหาคำตอบ เพียงค่อย ๆ ชวนคิดและให้โอกาสเขากลับไปลองใหม่ เมื่อเด็กได้ฝึกซ้ำจากเหตุการณ์เล็ก ๆ เขาจะค่อย ๆ มีประสบการณ์ว่า ความผิดหวังเป็นความรู้สึกที่ผ่านไปได้ และตัวเขาเองก็เรียนรู้ที่จะรับมือกับมันได้เช่นกัน

เมื่ออารมณ์เริ่มเบาลง ผู้ใหญ่จึงค่อยชวนเด็กทบทวนความรู้สึกและคิดถึงวิธีรับมือในครั้งต่อไป
ความผิดหวังเล็ก ๆ วันนี้ อาจเป็นทักษะสำคัญของวันข้างหน้า
ครูแหม่มคิดว่าบางครั้งผู้ใหญ่พยายามปกป้องเด็กจากความผิดหวัง เพราะเรารักเขา เราไม่อยากเห็นลูกเสียใจ ไม่อยากเห็นลูกล้มเหลว และอยากช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
แต่บางเรื่องเราไม่จำเป็นต้องรีบช่วยค่ะ
หากเป็นสถานการณ์ที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับวัย เราสามารถยืนอยู่ข้าง ๆ แล้ว ปล่อยให้เด็กได้ลองจัดการด้วยตัวเองบ้าง
เพราะวันที่ลูกแพ้หรือผิดหวังจากอะไรก็แล้วแต่ แล้วร้องไห้ อาจไม่ใช่วันที่เราต้องรีบสอนให้เขาเป็น “ผู้แพ้ที่ดี”
แต่อาจเป็นโอกาสเล็ก ๆ ที่เราจะช่วยให้เขารู้จักความผิดหวัง รู้จักอารมณ์ของตัวเอง และค้นพบว่าแม้บางครั้งผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างที่หวัง เขาก็ยังกลับมาลองใหม่ได้
สุดท้ายแล้ว เราคงไม่สามารถทำให้ลูกชนะได้ทุกครั้งในชีวิต แต่สิ่งที่พ่อแม่และครูช่วยกันทำได้ คือทำให้เด็กค่อย ๆ เข้าใจว่า
การแพ้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง การทำผิดไม่ได้หมายความว่าเราทำไม่ได้ และความผิดหวังไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดอยู่ตรงนั้น
บางทีการเรียนรู้ที่จะ “แพ้เป็น” จึงไม่ได้เริ่มจากการสอนให้เด็กยอมรับว่าใครชนะใครแพ้
แต่อาจเริ่มจากการสอนให้เขารู้ว่า เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นอย่างใจ เราจะดูแลความรู้สึกของตัวเอง แล้วกลับมาเริ่มใหม่ได้อย่างไรเท่านั้นเอง